เกี่ยวกับโรงเรียน

ทำไม! ต้องอนุบาลบ้านสนุกคิด...

    โรงเรียนอนุบาลบ้านสนุกคิด ไม่ได้มีความสำคัญแค่เพียงเป็นที่ที่เด็กไปใช้เวลาในแต่ละวัน แต่คือโลกใบใหม่ที่เด็กต้องไปใช้ชีวิตโดยไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้างๆและสิ่งสำคัญที่สุด การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานที่สำคัญของการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การที่เด็กได้เริ่มต้นการเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาในอนาคตที่ โรงเรียนอนุบาลบ้านสนุกคิด เด็กจะมีความสุขสบายใจและพร้อมจะเรียนรู้และปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมที่สนุกสนานและอบอุ่นด้วยความรักความเอาใจใส่จากคุณครู เพื่อให้เด็กเกิดพัฒนาการพร้อมกันรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และสติปัญญา ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกมั่นคง เราระลึกเสมอว่า เด็กเรียนรู้ได้ดีก็ต่อเมื่อเขามีความสุขและสนุกกับสิ่งที่เรียน ดังนั้น โรงเรียนอนุบาลบ้านสนุกคิดจึงวางรูปแบบการเล่นอย่างมีเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้สนุกเล่น สนุกเรียน สนุกคิด

1.ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการให้ครบทุกด้าน

    ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์และสติปัญญา เนื่องจากเด็กยังต้องการเวลาสำหรับการพักผ่อน ออกกำลังกายและการทำกิจกรรม เพื่อให้สมองได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพครบทุกด้าน การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแต่เพียงด้านเดียว จะเป็นการทำลายโอกาสในการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับไหวพริบ จินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

 

2.การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก

    เด็กต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ โดยการจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างมีเป้าหมาย เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระทำเอง ฝึกการคิดแก้ปัญหา โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว โดยมีคุณครูเป็นผู้ปลุกเร้าความสนใจ เพื่อกระตุ้นให้เด็กรู้จักการสังเกต สงสัย และต้องการการเรียนรู้อย่างสนุกสนานตามพัฒนาการของเด็ก

 

3.มีเวทีให้เด็กได้แสดงออก

    เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถ กล้าคิด กล้าแสดงออก พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในบรรยากาศที่อบอุ่นสม่ำเสมอ เพื่อเด็กจะได้เห็นคุณค่าในตนเอง เกิดความตระหนักในสิ่งที่ตนเองพูด สิ่งที่พูดได้รับความสนใจและมีคุณค่าต่อผู้อื่น สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความเคารพนับถือตนเองและผู้อื่น

 

4.สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้

    โดยสิ่งที่เด็กต้องการเรียนรู้เป็นการตอบสนองความ ต้องการภายในของตนเอง อยากรู้อยากเห็น อยากหาคำตอบ โดยมีคุณครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสำรวจ สืบเสาะ ค้นหาแหล่งข้อมูล

 

5.เน้นการเรียนรู้จากกิจกรรมที่หลากหลาย

    มีการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อปลูกฝังให้เด็กเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่น เรียนรู้ในการเป็นผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งการจัดการกับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

6.จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวันสำคัญของไทย

    เพื่อปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างถูกต้อง รวมทั้งภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่มีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

 

7.กำหนดสัดส่วนระหว่างครูและนักเรียน

    ในชั้นเตรียมอนุบาล ครู 1 คน ดูแลเด็กไม่เกิน 5 คน และไม่เกิน 10 คนในชั้นอนุบาล เพื่อคุณครูจะได้ดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากเด็กมีความแตกต่างกัน ครูที่ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดจะมีความเข้าใจเด็กได้มากขึ้น ให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคลและสามารถพัฒนาเด็กให้เกิดศักยภาพสูงสุด

 

8.สร้างความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษให้กับเด็ก

    โดยใช้ครูต่างชาติในการเรียนการสอน ยึดรูปแบบหลักสูตรของอังกฤษเป็นต้นแบบ วางพื้นฐานตั้งแต่การออกเสียง phonic การผสมคำ ในบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน เด็กได้แสดงออกอย่างเต็มที่

 

9.โรงเรียนให้ความสำคัญต่อการสื่อสารกับผู้ปกครอง

    ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล รายงานผลประจำสัปดาห์ ให้คำแนะนำและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเด็ก เราเชื่อว่า สายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างบ้านและโรงเรียนจะสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับเด็ก ดังนั้น โรงเรียนและบ้านควรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านร่างกาย

    เด็กมีทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่(กล้ามเนื้อแขน-ขา-ลำตัว) กล้ามเนื้อมัดเล็ก(กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ)และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทในการทำกิจกวัตรประจำวันหรือกิจกรรมต่างๆอย่างมั่นใจในตนเองและสามารถควบคุมการใช้ส่วนต่างๆของร่างกายอย่างคล่องตัว

 

ด้านจิตใจ อารมณ์

    เด็กสามารถแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย มีความสุข ร่าเริง แจ่มใส มีประสบการณ์เพื่อพัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และมีความมั่นใจในตนเอง การจัดการเรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่น มั่นคง เกิดความรู้สึกปลอดภัยไว้วางใจ เพื่อให้เด็กเกิดความรูสึกที่ดีต่อตนเองและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ยอมรับและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีทัศนคติทางด้านบวกในการดำเนินชีวิต

 

ด้านสังคม

    เด็กมีความสุขในการเรียนรู้และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีควาสุข มีความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่นเห็นคุณค่าในตนเองและรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

 

ด้านสติปัญญา

    เด็กได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวในชีวิตประจำวันผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กรู้จักการสังเกตคุณลักษณะต่างๆ เกิดความสงสัย เกิดคำถามและต้องการหาคำตอบ มีการฝึกการใช้อวัยวะรับสัมผัสต่างๆในการแยกแยะสิ่งที่รับรู้ เกิดการเรียนรู้ในด้านความเหมือน ความแตกต่างและมิติสัมพันธ์ รวมทั้งการใช้ภาษาสื่อความหมายและความคิดเห็นของตนเอง สามารถพัฒนารูปแบบความคิดที่หลากหลาย และเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหา สามารถใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย

    การสอนแบบโครงการ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาคำตอบจากการเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยที่เด็กหรือ ครูร่วมกันกำหนดเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ แล้วดำเนินการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหา โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและจากแหล่งเรียนรู้

วิธีการเรียนรู้แบบ Project Approach

เด็กวัยอนุบาลชอบที่จะสำรวจสืบค้น ! เด็กๆสนุกสนานกับการได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เด็กจะเรียนรู้ลุ่มลึกในเรื่องที่เด็กสนใจ อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนั้น เป็นการเรียนรู้ที่เด็กจะกลายเป็นนักวิจัยตัวน้อย เด็กจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง หาวิธีการที่เด็กจะเรียนรู้ว่าจะสามารถหาคำตอบหรือข้อมูลของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างไร และแหล่งข้อมูลหรือแหล่งเรียนรู้มีที่ใดบ้าง เด็กจะได้รับประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับทราบด้วยวิธีที่หลากหลาย การเรียนรู้แบบ Project Approach มี 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 – เริ่มต้น

    1.เด็กๆเลือกว่าจะศึกษาเรื่องอะไร โดยครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ
    2.เด็กๆอภิปรายว่า มีความรู้เดิมอะไร เกี่ยวกับเรื่องที่เลือกแล้วบ้าง ครูช่วยให้เด็กๆบันทึกความคิดของ เด็กๆ ด้วยวิธีต่างๆ เช่น วาด ปั้น จำลอง ฯลฯ
    3.เด็กๆบอกข้อสงสัยที่เด็กๆมีเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆจะเรียนรู้ และครูช่วยให้เด็กๆสรุปตั้งคำถามที่เด็กๆ ต้องการ หาคำตอบในระหว่างการสำรวจสืบค้นครั้งนี้ และบันทึกคำถามเหล่านั้น
    4.เด็กๆพูดคุยเกี่ยวกับว่าคำตอบที่เด็กๆจะสำรวจสืบค้นได้นั้น น่าจะเป็นอะไร อย่างไร ครูช่วยเด็กๆ บันทึกความคาดคะเนของเด็กๆไว้ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในภายหลัง

ระยะที่ 2 – การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนรู้

    1.ครูช่วยเด็กๆวางแผนไปสถานที่ต่างๆ ที่เด็กๆสามารถสำรวจ สืบค้นได้ รวมถึงการจัดหาวิทยากรที่มี ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เด็กๆสนใจเรียนรู้ ที่จะสามารถตอบคำถามของเด็กๆได้ มาให้ความรู้กับเด็กๆ
    2.เด็กๆใช้หนังสือและคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็นผู้ช่วยเหลือ
    3.ในระหว่างกิจกรรมในวงกลมที่เด็กๆสามารถประชุมร่วมกัน และนำเสนอรายงานสิ่งที่เด็กๆค้นพบ ในการทำกิจกรรมต่างๆเป็นระยะ ครูส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กๆถามคำถามและให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆแต่ละคนได้ค้นพบคำตอบหรือเรียนรู้ด้วย
    4.เด็กๆวาดภาพ ถ่ายภาพ เขียนคำและป้ายต่างๆ สร้างกราฟและหรือแผนภูมิสิ่งที่เด็กๆวัดและนับ แล้ว เด็กๆก็สร้างจำลองสิ่งที่เด็กๆสนใจเรียนรู้กัน เมื่อเด็กๆเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆสามารถพิจารณา ทบทวนและเพิ่มเติมหรือทำจำลองใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมไปได้เรื่อยๆด้วย

4. สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว โดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสำรวจ ค้นคว้าและทดลองสิ่งต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารต่างๆที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

ระยะที่ 3 – การสรุป Project

    1.เด็กๆอภิปรายกันถึงหลักฐานต่างๆที่เด็กๆได้สืบและค้นพบที่ช่วยให้เด็กๆตอบคำถามที่เด็กๆตั้งไว้ ได้ และเด็กๆจะได้เปรียบเทียบสิ่งที่เด็กๆเรียนรู้กับความรู้เดิมของเด็กๆว่าตรงกันหรือไม่ รวมถึง เปรียบเทียบกับการคาดคะเนของเด็กๆที่ทำไว้ตั้งแต่ระยะแรกด้วย
    2.เด็กๆช่วยกันวางแผนจัดแสดงให้ผู้ปกครองและเพื่อนๆ และบุคคลอื่นๆได้เห็น วิธีการเรียนรู้ กิจกรรม ผลงาน และสิ่งที่เด็กๆค้นพบเรียนรู้
    3.เด็กๆลงมือจัดแสดงเพื่อแบ่งปันความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับ “ Project Approach ” ของเด็กๆ ครูจะได้ช่วยสนับสนุนส่งเสริมนักสืบรุ่นจิ๋วเหล่านี้วางแผน และดำเนินการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆทำ และค้นพบกันอย่างสนุกสนาน กระตือรือร้นและภาคภูมิใจ


การสอนแบบโครงการมีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยอย่างไร?
    1.เด็กจะเห็นคุณค่าของตนเอง เป็นแนวทางให้เด็กพึ่งพาตนเองได้
    2.ส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสที่จะประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่
    3.เด็กเกิดแรงจูงใจภายในและความสามารถที่เกิดจากตัวเด็กเองในงานและกิจกรรมที่ทำ
    4.เด็กรู้จักตัดสินใจว่าควรทำอะไร และผู้ใหญ่ยอมรับในความต้องการของเด็ก
    5.เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างมีความสุข สนุกสนานเพราะเด็กได้เรียนรู้จักประยุกต์ใช้ความรู้
    7.ส่งเสริมให้เด็กมีวิธีการทำงานอย่างมีแบบแผน
    8.สามารถนำรูปแบบการสืบค้นความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง
    9.สร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและครอบครัว เนื่องจากการสอนแบบโครงการ พ่อแม่ ผู้
    10.ปกครองจะต้องร่วมมือกับครูสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กทุกรูปแบบ

Project Approach

ปฎิทิน กิจกรรม

Contact

ที่อยู่ :

โรงเรียนอนุบาลบ้านสนุกคิด
79/933 หมู่บ้านธารารมณ์ ซอย 7 ถนนรามคำแหง 150 (สุขาภิบาล 3)
แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240

เบอร์โทรศัพท์:

ธุรการ : 02-728-2238
อ.มนภัทร (ครูมาย) : 081-643-3737
แฟกซ์ : 02-728-2239

อีเมลล์ :

baansanookkid1@windowslive.com